การกรีธาทัพขึ้นเหนือ
การกรีธาทัพขึ้นเหนือ | |||||||
---|---|---|---|---|---|---|---|
ส่วนหนึ่งของ สมัยขุนศึก | |||||||
![]() ตามเข็มนาฬิกาจากบนซ้าย: เจียงกำลังตรวจตราทหารในกองทัพ; กองทัพปฏิวัติแห่งชาติเดินทัพขึ้นเหนือ; หน่วยปืนใหญ่ของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติในสมรภูมิ; พลเรือนกำลังแสดงการสนับสนุนต่อกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ; ชาวนาที่อาสาเข้าร่วมการกรีธาทัพ; ทหารกองทัพปฏิวัติแห่งชาติกำลังเตรียมพร้อมสำหรับเปิดฉากโจมตี | |||||||
| |||||||
คู่สงคราม | |||||||
![]() ![]() |
สนับสนุนโดย:![]() | ||||||
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ | |||||||
![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() |
![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() | ||||||
กำลัง | |||||||
ป. 100,000 นาย (กรกฎาคม ค.ศ. 1926)[7] ป. 264,000 นาย (ธันวาคม ค.ศ. 1926)[8] ป. 700,000 นาย (ฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1927)[9] ป. 1,000,000 นาย (ค.ศ. 1928)[10] |
ป. 700,000–1,000,000 นาย (ค.ศ. 1926)[10][11] ป. 190,000–250,000 นาย (ธันวาคม ค.ศ. 1928)[1] | ||||||
เสียชีวิต 366,000-953,000 นาย โดยประมาณ (รวมผู้ที่มิใช่พลรบ)[12] |
การกรีธาทัพขึ้นเหนือ เป็นการทัพทางทหารที่เปิดฉากขึ้นโดยกองทัพปฏิวัติแห่งชาติจีนของก๊กมินตั๋งเพื่อต่อต้านรัฐบาลเป่ย์หยางและขุนศึกตามภูมิภาคอื่น ๆ ใน ค.ศ. 1926 จุดประสงค์ของการทัพในครั้งนี้คือการรวมจีนเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งประเทศได้แตกแยกเป็นฝ่ายต่าง ๆ อันเนื่องมาจากการปฏิวัติซินไฮ่ การกรีธาทัพขึ้นเหนือนำโดยนายพล เจียง ไคเชก และได้แบ่งระยะการรบออกเป็นสองช่วงเวลา โดยระยะการรบครั้งแรกสิ้นสุดลงเพราะเกิดการแตกแยกทางการเมืองของสองขั้วก๊กมินตั๋งใน ค.ศ. 1927 ระหว่างขั้วฝ่ายขวาในหนานจิงที่นำโดยเจียง กับขั้วฝ่ายซ้ายในอู่ฮั่นที่นำโดยวาง จิงเว่ย์[13] ซึ่งการแตกแยกนี้นำไปสู่แรงจูงใจต่อเหตุการณ์กวาดล้างคอมมิวนิสต์ในเซี่ยงไฮ้ของเจียง อันถือเป็นการยุติลงของแนวร่วมที่หนึ่ง ต่อมาเจียง ไคเชก ได้ลาออกจากการเป็นผู้บัญชาการกองทัพปฏิวัติแห่งชาติและลี้ภัยตนเองไปญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1927 เพื่อพยายามแก้ไขรอยร้าวจากความแตกแยกนี้[14][15]
ระยะการรบครั้งที่สองของการกรีธาทัพเริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 1928 เมื่อเจียงกลับมาเป็นผู้บัญชาการทหารอีกครั้งหนึ่ง โดยประมาณเดือนเมษายน ค.ศ. 1928 กองกำลังชาตินิยมเดินทัพเข้าสู่แม่น้ำหวง ด้วยความช่วยเหลือจากขุนศึกพันธมิตร เช่น หยาน ซีชาน และเฝิง ยฺวี่เสียง กองกําลังชาตินิยมจึงได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดต่อกองทัพเป่ย์หยาง เมื่อกองกำลังชาตินิยมเข้าใกล้กรุงปักกิ่งมากขึ้นทุกที จาง จั้วหลิน ผู้นำก๊กเฟิ่งเทียนที่ตั้งมั่นอยู่ในแมนจูเรียจึงพยายามหลบหนีและถูกลอบสังหารหลังจากนั้นไม่นาน จาง เสฺวเหลียง ผู้เป็รบุตรชายของจาง จั้วหลิน จึงสืบตำแหน่งผู้นำก๊กเฟิ่งเทียนต่อมา และในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1928 เขาได้ประกาศว่าแมนจูเรียจะยอมรับอำนาจของรัฐบาลชาตินิยมในหนานจิง ทำให้ดินแดนส่วนสุดท้ายของจีนอยู่ภายใต้การควบคุมของก๊กมินตั๋งในที่สุด การกรีธาทัพจึงถือว่าเป็นผลสำเร็จและจีนกลับมารวมเป็นหนึ่งอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยทศวรรษหนานจิง[16]
อารัมภบท
[แก้]
ในช่วงทศวรรษ 1920 รัฐบาลเป่ย์หยางซึ่งมีฐานอยู่ในกรุงปักกิ่งได้รับการรับรองในระดับนานาชาติว่าเป็นรัฐบาลจีนที่ชอบธรรม อย่างไรก็ตาม พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลดังกล่าว แต่ถูกปกครองโดยกลุ่มขุนศึกต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ ก๊กมินตั๋งซึ่งมีฐานอยู่ที่กว่างโจวจึงมุ่งหวังที่จะเป็นพรรคเพื่อการปลดปล่อยชาติ นับตั้งแต่สิ้นสุดขบวนการพิทักษ์รัฐธรรมนูญใน ค.ศ. 1922 ก๊กมินตั๋งได้เสริมสร้างกำลังของตนเพื่อเตรียมการสำหรับการกรีธาทัพขึ้นเหนือเพื่อต่อต้านขุนศึกที่ปกครองกรุงปักกิ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อรวมประเทศจีนให้เป็นหนึ่งเดียว[17] การเตรียมการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างทั้งพลังทางการเมืองและกองทัพของก๊กมินตั๋ง ก่อนซุน ยัตเซ็น ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐจีนและผู้ร่วมก่อตั้งก๊กมินตั๋งจะถึงแก่อสัญกรรมในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1925 เขาได้สนับสนุนความร่วมมือระหว่างจีนกับโซเวียต ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งแนวร่วมที่หนึ่งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน[18] กำลังทหารของก๊กมินตั๋งคือกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ[19] ใน ค.ศ. 1924 เจียง ไคเชก ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นศิษย์เอกของซุน ยัตเซ็น มาตั้งแต่ ค.ศ. 1922 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการโรงเรียนการทหารหวงผู่ และได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งผู้นำก๊กมินตั๋งหลังจากการเสียชีวิตของซุน ยัตเซ็น[20]
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1925 นักศึกษาชาวจีนในเซี่ยงไฮ้ได้รวมตัวกันที่เขตเช่าระหว่างประเทศ และจัดการชุมนุมประท้วงต่อต้านการแทรกแซงของต่างชาติในประเทศจีน[21] โดยได้รับการสนับสนุนจากก๊กมินตั๋ง พวกเขาเรียกร้องให้คว่ำบาตรสินค้าต่างชาติและยุติการปกครองของเขตเช่า ซึ่งอยู่ในการปกครองของอังกฤษและอเมริกา ตำรวจเทศบาลเซี่ยงไฮ้ซึ่งส่วนใหญ่อังกฤษเป็นผู้ดำเนินการจึงได้เปิดฉากยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจไปทั่วประเทศจีน นำไปสู่การนัดหยุดงานกว่างโจว–ฮ่องกง ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน และกลายเป็นแหล่งสรรหาสมาชิกใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์[22] ความกังวลเกี่ยวกับอำนาจที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มฝ่ายซ้าย และผลกระทบของการนัดหยุดงานต่อความสามารถของรัฐบาลกว่างโจวในการจัดเก็บรายได้ ซึ่งพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก ทำให้เกิดความตึงเครียดภายในแนวร่วมที่หนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์นี้ เจียงซึ่งกำลังช่วงชิงตำแหน่งผู้นำก๊กมินตั๋งได้เริ่มรวบรวมอำนาจเพื่อเตรียมการสำหรับการกรีธาทัพขึ้นเหนือ โดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1926 เขาได้กวาดล้างกลุ่มคอมมิวนิสต์สายแข็งที่ต่อต้านการกรีธาทัพขึ้นเหนือออกจากฝ่ายบริหารและกองทัพของรัฐบาลกว่างโจว ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ "รัฐประหารกว่างโจว" แต่ในขณะเดียวกัน เจียงก็พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกับสหภาพโซเวียต และพยายามถ่วงดุลระหว่างความต้องการกำลังสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและพรรคคอมมิวนิสต์ในการต่อสู้กับขุนศึกทางภาคเหนือ กับความกังวลของเขาเกี่ยวกับอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของคอมมิวนิสต์ภายในก๊กมินตั๋ง[23][24] หลังรัฐประหาร เจียงได้เจรจาประนีประนอม โดยปลดสมาชิกฝ่ายขวาสายแข็ง เช่น อู๋ เถี่ยเฉิง ออกจากตำแหน่ง เพื่อเป็นการชดเชยให้กับสมาชิกฝ่ายซ้ายที่ถูกกวาดล้างไป ด้วยวิธีนี้ เจียงจะสามารถแสดงให้พรรคคอมมิวนิสต์และผู้สนับสนุนจากโซเวียตอย่างโจเซฟ สตาลิน เห็นถึงความสำคัญของตนเอง ทำให้ความช่วยเหลือจากโซเวียตต่อรัฐบาลก๊กมินตั๋งยังคงดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับความร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรที่เปราะบาง แต่กลุ่มฝ่ายขวาของก๊กมินตั๋ง ฝ่ายกลางที่นำโดยเจียง ฝ่ายซ้ายของก๊กมินตั๋ง และพรรคคอมมิวนิสต์ยังคงร่วมมือกัน และได้วางรากฐานสำหรับการกรีธาทัพขึ้นเหนือ[25][26]
ใน ค.ศ. 1926 มีสามกลุ่มพันธมิตรของขุนศึกหลักในประเทศจีนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลก๊กมินตั๋งในกว่างโจว ได้แก่ กองทัพของอู๋ เพ่ย์ฝู ที่ยึดครองพื้นที่ทางตอนเหนือของมณฑลหูหนาน หูเป่ย์ และเหอหนาน แนวร่วมของซุน ฉฺวันฟาง ที่ควบคุมมณฑลฝูเจี้ยน เจ้อเจียง เจียงซู อานฮุย และเจียงซี และแนวร่วมที่ทรงอำนาจมากที่สุดซึ่งนำโดยจาง จั้วหลิน ที่ต่อมาจะกลายเป็นผู้นำรัฐบาลเป่ย์หยางและก๊กเฟิ่งเทียน แนวร่วมนี้ปกครองพื้นที่แมนจูเรีย ชานตง และจื๋อลี่[27] จาง จั้วหลินได้รวบรวมกองทัพพันธมิตรขุนศึกภาคเหนือที่เรียกว่า "กองทัพสันติภาพแห่งชาติ" (จีน: 安國軍; พินอิน: Ānguójūn; เวด-ไจลส์: Ankuochün; NPA) เพื่อรับมือกับการกรีธาทัพขึ้นเหนือโดยเฉพาะ[19]
ระยะแรก (กรกฎาคม ค.ศ. 1926–เมษายน ค.ศ. 1927)
[แก้]การต่อต้านอู๋ เพ่ย์ฝู (กรกฎาคม–กันยายน ค.ศ. 1926)
[แก้]การกรีธาทัพขึ้นเหนือ | |||||||||||||||||||||||||
อักษรจีนตัวเต็ม | 國民革命軍北伐 | ||||||||||||||||||||||||
---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
อักษรจีนตัวย่อ | 国民革命军北伐 | ||||||||||||||||||||||||
ความหมายตามตัวอักษร | การกรีธาทัพขึ้นเหนือของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ | ||||||||||||||||||||||||
|

ท่ามกลางการสู้รบอย่างหนักบริเวณพรมแดนระหว่างดินแดนที่ก๊กมินตั๋งควบคุมกับกองกำลังของก๊กเฟิ่งเทียนและจื๋อลี่ที่เพิ่งรวมเป็นพันธมิตรกัน รัฐบาลชาตินิยมได้แต่งตั้งเจียง ไคเชก เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1926 เจียงเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในพิธีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการกรีธาทัพขึ้นเหนือ แม้ว่าการสู้รบจะเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว[28][29] ยุทธศาสตร์เริ่มต้นของก๊กมินตั๋งในการรุกขึ้นเหนือเพื่อต่อต้านขุนศึกจื๋อลี่ คือการมุ่งเอาชนะอู๋ เพ่ย์ฝู และพยายามประนีประนอมกับซุน ฉฺวันฟาง รวมถึงเมินเฉยต่อก๊กเฟิ่งเทียนของจาง จั้วหลินในขณะเดียวกัน ซึ่งแผนการนี้ ที่ปรึกษาจากโซเวียต มีฮาอิล โบโรดิน และวาซีลี บลูย์เฮียร์ เป็นผู้วางแผนไว้โดยส่วนใหญ่[30][28][29] และเมื่อเปลี่ยนจากยุทธศาสตร์ตั้งรับเป็นรุก กองทัพก๊กมินตั๋งจึงได้เคลื่อนพลจากกวางตุ้งเข้าสู่มณฑลหูหนานที่อู๋ เพ่ย์ฝูควบคุม และสามารถยึดเมืองฉางชาได้เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม[31] ในขณะนั้น กองกำลังหลักของอู๋ เพ่ย์ฝูกำลังติดพันกับการรบที่ช่องเขาหนานโข่ว ใกล้กรุงปักกิ่ง กับกองทัพกั๋วหมินจฺวิน ซึ่งเป็นกลุ่มฝักใฝ่ก๊กมินตั๋งที่แยกออกจากก๊กจื๋อลี่[29] ฝ่ายซุน ฉฺวันฝาง ซึ่งก๊กมินตั๋งพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ก็ไม่ได้เข้าแทรกแซงในขณะที่กองทัพก๊กมินตั๋งบุกลึกเข้าไปในดินแดนของอู๋ เพ่ย์ฝู[32][33] แม้ว่าก๊กเฟิ่งเทียนจะเสนอความช่วยเหลือแก่อู๋ เพ่ย์ฝู แต่เขาปฏิเสธความช่วยเหลือนั้น เนื่องจากเกรงว่าขุนศึกทางเหนือจะบ่อนทำลายอำนาจของตนหากยอมให้กองทัพของพวกเขาเข้ามาในพื้นที่[34] ที่ประชุมทางทหารของก๊กมินตั๋งในฉางชาเมื่อวันที่ 11-12 สิงหาคม ได้ตัดสินใจเปิดฉากโจมตีโดยตรงต่อฐานที่มั่นของอู๋ เพ่ย์ฝูที่เมืองอู่ชาง โดยหลีกเลี่ยงเมืองหนานชางของซุน ฉฺวันฝาง[28][29] ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่กบฏไท่ผิงเคยใช้ในคริสต์ศตวรรษที่ 19[35] ในการกล่าวปราศรัยต่อเหล่านายพลในที่ประชุม เจียง ไคเชกกล่าวว่า:
"ความสำคัญของการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้อยู่แค่การตัดสินชะตากรรมของขุนศึกเท่านั้น แต่ยังหมายถึงว่าชาติและประชาชนจีนจะสามารถฟื้นฟูเสรีภาพและเอกราชของตนได้หรือไม่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่เป็นการต่อสู้ระหว่างชาติและขุนศึก ระหว่างการปฏิวัติและกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติ ระหว่างหลักไตรราษฎร์กับจักรวรรดินิยม ทุกอย่างจะถูกตัดสินในสมรภูมิครั้งนี้ … เพื่อคืนเอกราชและเสรีภาพให้แก่ประชาชนจีนของเรา"[36]


เมื่อกองทัพก๊กมินตั๋งสามารถยึดเมืองเยฺว่โจว ซึ่งเป็นเมืองท่าบนแม่น้ำแยงซีได้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม มณฑลหูหนานก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของก๊กมินตั๋งโดยสมบูรณ์ เปิดทางให้กองทัพเดินหน้าสู่เมืองอู่ชางตามแนวทางรถไฟสายปักกิ่ง–กว่างโจว[37] ขณะที่กองกำลังของอู๋ เพ่ย์ฝูถอยร่นขึ้นไปทางเหนือ พวกเขาได้ทำลายคันกั้นน้ำในแม่น้ำแยงซีหลายจุด เพื่อชะลอการรุกคืบของก๊กมินตั๋ง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 28 สิงหาคม กองกำลังก๊กมินตั๊งภายใต้การนำของหลี่ จงเหริน พร้อมด้วยกองทัพที่ 7 ของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติฝ่ายกว่างซีได้เข้ายึดเมืองเสียนหนิง ซึ่งอยู่ห่างจากอู่ชางไปทางใต้ราว 75 กิโลเมตร อู๋ เพ่ย์ฝู ซึ่งได้เดินทางกลับลงใต้เพื่อป้องกันเมืองอู่ชาง ได้รวบรวมกำลังพลที่สะพานเหอเซิ่งเฉียว และในวันที่ 29 สิงหาคม เขาได้เปิดฉากโจมตีตอบโต้กองทัพก๊กมินตั๋งทางทิศใต้ อย่างไรก็ตาม การโจมตีครั้งนี้กลับทำให้แนวป้องกันของเขาอ่อนแอลง ส่งผลให้ภายในเที่ยงวันถัดมา กองกำลังของเขาต้องล่าถอยไปยังอู่ชาง ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ อู๋ เพ่ย์ฝูสูญเสียกำลังพลถึง 8,000 นาย โดยทหารมากกว่า 5,000 นายถูกจับเป็นเชลย พร้อมทั้งอาวุธปืน ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองทัพก๊กมินตั๋ง[38] ในวันที่ 2 กันยายน กองทัพก๊กมินตั๋งได้ปิดล้อมเมืองอู่ชางเกือบสมบูรณ์ แม้ว่าอู๋ เพ่ย์ฝูและกองกำลังส่วนใหญ่ของเขาจะหลบหนีขึ้นเหนือไปยังมณฑลเหอหนาน แต่กองกำลังที่เหลือในเมืองอู่ชางยังคงต่อต้านเป็นเวลากว่าเดือน[39][40][41] อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวของเขาในการเผชิญหน้ากับกองทัพก๊กมินตั๋งได้ทำลายอำนาจและชื่อเสียงของเขาอย่างสิ้นเชิง กองทัพที่เหลืออยู่ของเขาก็แตกสลายไปในเดือนต่อมา[34]
การต่อต้านซุน ฉฺวันฟาง (กันยายน ค.ศ. 1926–กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1927)
[แก้]เมื่อกองกำลังของอู๋ เพ่ย์ฝูล่าถอย กองทัพปฏิวัติแห่งชาติจึงมุ่งเป้าไปยังมณฑลเจียงซี ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของซุน ฉฺวันฟาง โดยมีเมืองจิ่วเจียงและหนานชาง เมืองหลวงของมณฑล เป็นเป้าหมายหลัก แม้ว่ารัฐบาลกว่างโจวจะเสนอข้อตกลงไม่รุกรานให้ซุน แต่เขาปฏิเสธที่จะยอมอยู่ใต้การปกครองของก๊กมินตั๋ง ดังนั้น ในขณะที่การปิดล้อมเมืองอู่ชางยังดำเนินอยู่ เจียง ไคเชกจึงเปิดฉากบุกข้ามพรมแดนเจียงซีเมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 1926[42] ในวันที่ 19 กันยายน ทั้งเมืองจิ่วเจียงและหนานชางตกอยู่ภายใต้การควบคุมของก๊กมินตั๋ง โดยได้รับแรงหนุนจากการแปรพักตร์ของไหล ซื่อหวง นายพลคนหนึ่งของซุน[43][44] แม้จะประสบความสำเร็จในเบื้องต้น แต่การบุกโจมตีของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติกลับต้องล่าถอยเมื่อซุนนำกำลังเสริมจากหนานจิงมาถึงในวันที่ 21 กันยายน ซุนสามารถยึดคืนพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เสียไป และกวาดล้างผู้ต่อต้านอย่างโหดเหี้ยม โดยสังหารนักศึกษา ครู และผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกก๊กมินตั๋งหลายร้อยคน พร้อมนำศีรษะของพวกเขามาเสียบประจานตามที่สาธารณะ[45]

เมื่อต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของปฏิบัติการ เจียงได้ส่งโทรเลขไปยังรัฐบาลกว่างโจวเพื่อเรียกร้องให้ยุติการนัดหยุดงานกว่างโจว-ฮ่องกง ซึ่งยังคงดำเนินอยู่และส่งผลกระทบต่อเส้นทางลำเลียงเสบียงของเขา[46] การเจรจากับฝ่ายอังกฤษเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน และการนัดหยุดงานสิ้นสุดลงในวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งช่วยให้กองทัพปฏิวัติแห่งชาติเข้าถึงเสบียงได้สะดวกขึ้น รวมถึงได้รับกำลังพลเพิ่มเติมจากกลุ่มผู้ประท้วงที่กลับเข้าร่วมการเดินทัพ[46][47] ในวันเดียวกันนั้น กองกำลังที่เหลือของอู๋ เพ่ย์ฝูในอู่ชางได้ยอมจำนน ทำให้กองทัพปฏิวัติแห่งชาติสามารถยึดครองมณฑลหูเป่ย์ได้โดยสมบูรณ์[39] ขณะที่การสู้รบในเจียงซียังคงดำเนินไป เซี่ย เชา ผู้ว่าการพลเรือนประจำมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใต้บังคับบัญชาของซุน ฉฺวันฟาง ได้แปรพักตร์ไปเข้าร่วมกับรัฐบาลกว่างโจว ชาวเจ้อเจียงเริ่มไม่พอใจกับการปกครองของซุนซึ่งเป็นบุคคลนอกพื้นที่ และเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม เซี่ยจึงประกาศให้มณฑลเจ้อเจียงเป็นอิสระ[48][49] เนื่องจากเจียง ไคเชกเป็นชาวเจ้อเจียงโดยกำเนิด เขาจึงสามารถโน้มน้าวให้เซี่ยเข้าร่วมกับก๊กมินตั๋งได้ โดยหลังจากแปรพักตร์ เซี่ยเปิดฉากโจมตีเซี่ยงไฮ้ซึ่งอยู่ในการควบคุมของซุน แต่ต้องล่าถอยกลับไปยังเจ้อเจียงอย่างรวดเร็ว เพราะซุนสามารถล่วงรู้แผนการล่วงหน้าหลายวัน[48] กองทัพของซุนจึงบุกเข้าโจมตีเจ้อเจียง และปราบปรามการก่อกบฏลงได้อย่างสมบูรณ์ภายในวันที่ 23 ตุลาคม เซี่ยถูกประหารชีวิตพร้อมกับทหารหลายร้อยนาย ขณะที่พลเรือนอีกหลายพันคนถูกสังหารหมู่ที่กองบัญชาการเดิมของเซี่ย[48][41]
ในเวลาเดียวกันกับกบฏในเจ้อเจียง กองทัพปฏิวัติแห่งชาติยังคงรุกคืบในมณฑลเจียงซี กองทัพที่ 1 ภายใต้การนำของเหอ ยิ่งชิน ซึ่งตั้งมั่นอยู่ที่ซัวเถา ได้ข้ามพรมแดนกวางตุ้งและเปิดฉากบุกเข้าสู่มณฑลฝูเจี้ยน โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อซุน ฉฺวันฟาง กองทัพปฏิวัติแห่งชาติได้รับการต้อนรับจากชาวบ้านจำนวนมาก รวมถึงชาวฮากกาซึ่งไม่พอใจกับอิทธิพลของขุนศึกจากต่างถิ่น และค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่ชนบทของฝูเจี้ยน กองทัพของเหอเคลื่อนพลขึ้นไปตามชายฝั่ง โดยมุ่งหน้าไปยังฝูโจว เมืองหลวงของมณฑล[50][51] ในช่วงปลายเดือนตุลาคม กองทัพของซุนต้องล่าถอยอีกครั้งจากมณฑลเจียงซีและฝูเจี้ยน[52][53] ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน กองทัพก๊กมินตั๋งเคลื่อนพลยึดท่าเรือสำคัญริมแม่น้ำแยงซี ได้แก่ จิ่วเจียงและหูโข่ว และในวันที่ 9 พฤศจิกายน ก็สามารถยึดคืนเมืองหนานชางได้ กองกำลังของซุนทิ้งอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากระหว่างล่าถอย ซึ่งช่วยเสริมกำลังให้กับกองทัพปฏิวัติแห่งชาติที่มีอาวุธน้อยกว่า โดยเฉพาะในการบุกยึดหนานชางครั้งสุดท้าย ที่ทำให้กองทัพปฏิวัติแห่งชาติเสียกำลังพลไปถึง 20,000 นาย[54] ขณะเดียวกัน ซุนได้เดินทางไปยังเทียนจินเพื่อขอความช่วยเหลือจากก๊กเฟิ่งเทียน[55] ทางด้านจาง จงชาง ขุนศึกแห่งชานตง และจาง จั้วหลิน ขุนศึกแห่งแมนจูเรีย ตกลงให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากต้องการสกัดการรุกคืบของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ แต่ทั้งคู่ก็เรียกร้องค่าตอบแทนสำหรับการสนับสนุนนี้ เมื่อกองทัพปฏิวัติแห่งชาติเคลื่อนพลเข้าสู่ฝูเจี้ยน กองกำลังจากชานตงจำนวน 60,000 นาย เดินทางมาถึงมณฑลอานฮุยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของซุนในวันที่ 24 พฤศจิกายน ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม กองกำลังเหล่านี้ได้รับการจัดตั้งเป็น "กองทัพสันติภาพแห่งชาติ" โดยมีจาง จั้วหลินเป็นผู้บัญชาการสูงสุด และจาง จงชาง กับซุน ฉฺวันฟางเป็นรองผู้บัญชาการ[56]

อย่างไรก็ตาม พันธมิตรนี้ไม่เป็นที่ยอมรับอย่างยิ่งในภูมิภาคที่ซุนควบคุม รวมถึงกองกําลังทางเหนือของจาง จงชางยังถูกมองว่าเป็นผู้รุกราน การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการปกครองตนเองของมณฑลเจ้อเจียงยังคงดำเนินต่อไป โดยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม มีการประชุมที่เซี่ยงไฮ้ของบุคคลสำคัญระดับมณฑลซึ่งภักดีต่อซุนแต่ในนาม[57] ขณะที่ในมณฑลฝูเจี้ยน กองทัพของซุนจำนวนมากเริ่มแปรพักตร์ไปเข้ากับกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ และในวันที่ 9 ธันวาคม กองทัพของเหอ ยิ่งชินก็สามารถพิชิตฝูโจวได้โดยไม่มีการต่อต้าน[55][58] เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม โจว เฟิงฉี ผู้บัญชาการทหารของเจ้อเจียงประกาศแปรพักตร์ไปเข้าร่วมกับกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ ทำให้เกิดการแปรพักตร์เป็นลูกโซ่ ส่งผลให้เจ้อเจียงแยกตัวออกจาก "สหมณฑล" ของซุน และได้รับสถานะปกครองตนเองจากรัฐบาลกว่างโจว[59] ซุนตอบโต้สิ่งนี้ด้วยการระดมกองทัพไปยังพรมแดนเจ้อเจียง โดยมีกองทัพสันติภาพแห่งชาติคอยคุ้มกันแนวหลัง พร้อมทั้งเปิดฉากบุกเข้าไปในเจ้อเจียง และยึดคืนพื้นที่ส่วนใหญ่ของมณฑลกลับมาได้ เมื่อวันที่ 10 มกราคม กองกำลังต่อต้านซุนส่วนใหญ่ล่าถอยไปยังเมืองฉฺวีโจว กองทัพของเหอ ยิ่งชินจากฝูเจี้ยนจึงบุกเข้าสู่เจ้อเจียงเพื่อช่วยเหลือฝ่ายกบฏและสกัดกั้นการรุกคืบของซุน กองกำลังของฝ่ายกบฏและก๊กมินตั๋งได้รวมเข้าด้วยกันภายใต้การนำของไป๋ ฉงซี ซึ่งเปิดฉากโจมตีตอบโต้ในวันที่ 20 มกราคม ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มกราคม กองทัพปฏิวัติแห่งชาติสามารถรุกคืบถึงเมืองหลานซีและจินหัว และเกิดการสู้รบครั้งใหญ่ที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของซุน[60] หลังจากชัยชนะครั้งนี้ กองทัพปฏิวัติแห่งชาติได้เปิดฉากโจมตีเมืองหางโจวจากสองด้าน กองกำลังของซุนที่เริ่มหมดขวัญกำลังใจพากันหลบหนีไปทางเหนือ และปล้นสะดมหมู่บ้านระหว่างทาง ขณะที่กองกำลังของซุนอยู่ในสภาพแตกพ่าย เมิ่ง เชาเยฺว่ ผู้บัญชาการในพื้นที่จึงตัดสินใจละทิ้งหางโจวเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ และพากองกำลัง 20,000 นายหลบหนีไปยังมณฑลเจียงซูโดยรถไฟ[60] ที่สุดแล้วในที่ 23 กุมภาพันธ์ มณฑลเจ้อเจียงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของก๊กมินตั๋งโดยสมบูรณ์ โดยภายในเวลาเพียง 6 เดือน รัฐบาลชาตินิยมสามารถขยายอำนาจครอบคลุมพื้นที่ 7 มณฑล ซึ่งมีประชากรรวมกันราว 170 ล้านคน[58] นอกจากนี้ จากการแปรพักตร์ของขุนศึกหลายกลุ่ม ทำให้กองทัพปฏิวัติแห่งชาติสามารถเพิ่มจำนวนกำลังพลของตนขึ้นเป็น 700,000 นาย[9]
การรุกเซี่ยงไฮ้–หนานจิง (กุมภาพันธ์–เมษายน ค.ศ. 1927)
[แก้]ซุน ฉฺวันฟางล่าถอยไปยังหนานจิงหลังจากเผชิญกับความปราชัยเหล่านี้[61] ก๊กเฟิ่งเทียนตอบรับคำขอความช่วยเหลือของซุนโดยส่งกำลังเสริมไปยังมณฑลเจียงซูและอานฮุย พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนทหารในเหอหนานเพื่อสนับสนุนอู๋ เพ่ย์ฝู[62] กองกำลังหลักสองกองของเฟิ่งเทียน ได้แก่ กองทัพชานตงของจาง จงชาง และกองทัพจี๋อลี่ของฉู่ ยฺวี่ผูได้ข้ามแม่น้ำแยงซีในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1927 เพื่อช่วยซุนป้องกันหนานจิงและเซี่ยงไฮ้[63] หลังจากชัยชนะในเจ้อเจียง เจียง ไคเชกได้สั่งให้เปิดฉากโจมตีสองเมืองนี้ กองทัพปฏิวัติแห่งชาติฝ่ายตะวันออกภายใต้การบัญชาของไป๋ ฉงซี และเหอ ยิ่งชิน ซึ่งประจำอยู่ที่หางโจว เปิดฉากบุกสองทางในช่วงกลางเดือนมีนาคม กองทัพของไป๋มุ่งหน้าสู่เซี่ยงไฮ้ ขณะที่กองทัพของเหอมุ่งหน้าไปยังฉางโจว โดยมีเป้าหมายตัดทางรถไฟสายเซี่ยงไฮ้–หนานจิง ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงของซุน[64] ในขณะเดียวกัน กองทัพฝ่ายกลางของเฉิง เฉียนก็รุกไปยังหนานจิงผ่านมณฑลอานฮุย โดยได้รับความช่วยเหลือจากการแปรพักตร์ของทหารฝ่ายซุนที่นั่น[65] กองกำลังที่เหลือของซุนที่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพชานตงต้องถอยร่นกลับเซี่ยงไฮ้เมื่อเผชิญกับกองทัพของไป๋[63] กองทัพของเขาตัดการเชื่อมต่อทางรถไฟกับเซี่ยงไฮ้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ซุนต้องพบกับการทรยศของกองทัพเรือ และการนัดหยุดงานทั่วไปของคอมมิวนิสต์ในเซี่ยงไฮ้[64][66] การสู้รบอย่างหนักเกิดขึ้นที่ซงเจียง นอกเมืองเซี่ยงไฮ้ แต่ในวันที่ 22 มีนาคม กองทัพของไป๋ก็สามารถเข้ายึดเซี่ยงไฮ้ได้สำเร็จ[67][64][9] การส่งกำลังสนับสนุนของเฟิ่งเทียนกลายเป็น "ความล้มเหลวทางยุทธการที่มีต้นทุนสูง" สำหรับขุนศึกภาคเหนือ กองทัพของพวกเขาต้องเผชิญกับการสูญเสียอย่างหนักจนต้องล่าถอยขึ้นเหนือข้ามแม่น้ำแยงซี[63] การนัดหยุดงานยังคงดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 24 มีนาคม ก่อนที่ไป๋จะสั่งให้ยุติลง ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นระหว่างการนัดหยุดงานทำให้มีผู้เสียชีวิต 322 ราย และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่ไว้วางใจระหว่างก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์[68]
หลังจากยึดเซี่ยงไฮ้ได้ กองทัพปฏิวัติแห่งชาติได้หันไปสนใจหนานจิง เหอ ยิ่งชินรุกกำลังจากตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่เฉิง เฉียนเคลื่อนพลจากตะวันตกเฉียงใต้[64] จาง จงชางสั่งให้กองทัพชานตงถอนกำลังออกจากหนานจิงเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ทำให้เมืองปราศจากการป้องกัน[69] เฉิงเดินทางมาถึงในวันถัดมาและเข้ายึดเมืองโดยไม่มีการต่อต้านใด ๆ[64][70][62] อย่างไรก็ตาม ทันทีที่กองทัพปฏิวัติแห่งชาติมาถึง ก็เกิดการจราจลต่อต้านชาวต่างชาติในเมือง เหตุการณ์นี้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ "กรณีหนานจิง"[64] กองทัพเรืออังกฤษและสหรัฐได้อพยพพลเมืองของตน ส่งผลให้เกิดการระดมยิงปืนใหญ่ ซึ่งทำให้เมืองเกิดไฟไหม้และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 ราย[71] กองทัพของเหอมาถึงในวันที่ 25 มีนาคม และเฉิงกับเหอก็สามารถควบคุมสถานการณ์และยุติความรุนแรงได้ในวันต่อมา[68][71]
ด้านเจียง ไคเชกกล่าวหาว่าหลิน ปั๋วฉฺวี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ โดยมองว่าเป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนความเห็นของนานาประเทศให้หันมาต่อต้านก๊กมินตั๋ง หลินเป็นสมาชิกของทั้งพรรคคอมมิวนิสต์และก๊กมินตัว โดยดำรงตำแหน่งกรรมาธิการการเมืองของกองทัพที่ 6 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพของเฉิง เฉียน[70] ไม่ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบก็ตาม เหตุการณ์หนานจิงถือเป็นจุดสูงสุดของความตึงเครียดภายในแนวร่วมที่หนึ่ง รัฐบาลชาตินิยมได้ย้ายจากกว่างโจวมายังอู่ฮั่น ซึ่งเป็นเมืองใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวของอู่ชางและเมืองใกล้เคียงอีกสองแห่ง ฝ่ายบริหารของอู่ฮั่นค่อย ๆ ห่างเหินจากเจียง และกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจฝ่ายซ้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตภายในก๊กมินตั๋ง โดยจำกัดอำนาจของเขา สหภาพแรงงานที่นำโดยคอมมิวนิสต์ได้จัดการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่องในอู่ฮั่นและพื้นที่ควบคุมของก๊กมินตั๋ง พวกเขายังสร้างโครงสร้างบริหารคู่ขนานขึ้นมาในดินแดนได้รับการปลดปล่อยจากกองทัพปฏิวัติแห่งชาติอีกด้วย[72][73]
ในความสำเร็จสุดท้ายของการกรีธาทัพในระยะแรก กองทัพปฏิวัติแห่งชาติสามารถยึดเมืองเหอเฝย์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลอานฮุย รวมถึงเมืองขนาดรองอย่างเปิ้งปู้ได้สำเร็จ กองทัพปฏิวัติแห่งชาติซึ่งเคลื่อนที่ขึ้นไปทางตอนเหนือของแม่น้ำแยงซียังคงรุกคืบเข้าสู่มณฑลเจียงซูตอนเหนือ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนพลกลับถูกขัดขวางจากความโกลาหลทางการบริหารที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์หนานจิง[74] ความตึงเครียดระหว่างฝ่ายซ้ายในอู่ฮั่นและฝ่ายขวาในหนานจิงได้ทวีความรุนแรงขึ้น และกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การกรีธาทัพขึ้นเหนือต้องชะลอตัวลง[72] ในขณะเดียวกัน หลังจากการรุกเซี่ยงไฮ้-หนานจิง กองทัพเฟิ่งเทียนได้ให้การสนับสนุนซุน ฉฺวันฟาง ทำให้กองทัพของเขาไม่ล่มสลายไปโดยสิ้นเชิง และพวกเขาสามารถรวบรวมกำลังใหม่ได้สำหรับการสู้รบในระยะต่อไป[63] เมื่อวันที่ 3 เมษายน กองทัพสันติภาพแห่งชาติเปิดฉากรุกตอบโต้และสามารถผลักดันกองทัพปฏิวัติแห่งชาติกลับไปได้กว่า 161 กิโลเมตร สู่แนวแม่น้ำแยงซีภายในวันที่ 11 เมษายน[75]
การกวาดล้างคอมมิวนิสต์และระยะที่สอง (เมษายน ค.ศ. 1927–มิถุนายน ค.ศ. 1928)
[แก้]ความขัดแย้งภายในกลุ่มชาตินิยม (เมษายน–สิงหาคม ค.ศ. 1927)
[แก้]
สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจำนวนมากเข้าร่วมก๊กมินตั๋งในฐานะส่วนหนึ่งของแนวร่วมที่หนึ่ง และมีอิทธิพลอย่างมากต่อฝ่ายซ้ายของพรรค มีฮาอิล โบโรดิน ผู้ประสานงานระหว่างก๊กมินตั๋งและรัฐบาลโซเวียตในมอสโก ใช้เวลาหลายปีในการสร้างพันธมิตรนี้ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างลับ ๆ[76] ฝ่ายซ้ายของก๊กมินตั๋งที่ได้รับการสนับสนุนจากโซเวียตเริ่มมีอำนาจเหนือรัฐบาลชาตินิยมในอู่ฮั่น และมุ่งโจมตีเจียง ไคเชก ผู้บัญชาการกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ โดยเมื่อวันที่ 1 เมษายน รัฐบาลอู่ฮั่นภายใต้คำแนะนำของโบโรดินได้ออกคำสั่งถอดอำนาจของเจียงในด้านการต่างประเทศ การเงิน และการสื่อสาร รวมถึงสั่งให้เขาออกจากเซี่ยงไฮ้ไปยังแนวรบหน้า อย่างไรก็ตาม คำสั่งเหล่านี้ไม่มีผลกระทบใด ๆ เนื่องจากรัฐบาลอู่ฮั่นแทบไม่มีอำนาจทางทหาร[77] รัฐบาลอู่ฮั่นวางแผนจะส่งกำลังไปยังหนานจิงเพื่อปลดอาวุธเจียง แต่กลับต้องระงับแผนดังกล่าว เมื่อวาง จิงเว่ย์ เดินทางกลับจากยุโรปตามคำเชิญของผู้นำรัฐบาล เมื่อวางมาถึงเซี่ยงไฮ้ เจียงจึงเสนอข้อตกลงแบ่งปันอำนาจให้กับเขา วางรับข้อเสนอนี้ไปพิจารณาและเดินทางไปอู่ฮั่นเมื่อวันที่ 7 เมษายน ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้นำรัฐบาลที่นั่น หลังจากได้รับข้อเสนอของเจียง รัฐบาลอู่ฮั่นจึงตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ปักกิ่งแทน ขณะที่เจียงได้เริ่มเตรียมการสำหรับการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ในเซี่ยงไฮ้แล้ว[77][78]
เจียงใช้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์ของเขากับอั้งยี่ในเซี่ยงไฮ้ที่รู้จักกันในชื่อ "แก๊งเขียว" และสั่งการให้สมาชิกอั้งยี่สังหารสมาชิกสหภาพแรงงานและคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในเมือง โดยในระหว่างวันที่ 12 ถึง 14 เมษายน มีการจับกุมและสังหารนักคอมมิวนิสต์หลายร้อยคนในเซี่ยงไฮ้ตามคำสั่งของเจียง เหตุการณ์นี้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ "การสังหารหมู่เซี่ยงไฮ้" ส่วนทางภาคใต้ กลุ่มคอมมิวนิสต์ก็ตอบโต้โดยการกวาดล้างผู้สนับสนุนชาตินิยม ส่งผลให้พันธมิตรระหว่างกลุ่มชาตินิยมกับคอมมิวนิสต์ในแนวร่วมที่หนึ่งเป็นอันสิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง[9][79][80][81] พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจาก "ความน่าสะพรึงสีขาว" ที่ตามมา โดยมีสมาชิกพรรคเพียง 10,000 คน จาก 60,000 คนเท่านั้นที่รอดชีวิต[82] วาง จิงเว่ย์ ซึ่งตอนนี้เป็นหัวหน้ารัฐบาลอู่ฮั่น ได้ประณามการกระทำดังกล่าว เป็นเหตุให้เกิดการแตกแยกภายในระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ซึ่งต่อมาฝ่ายหลังได้จัดตั้งรัฐบาลของตนเองในหนานจิง[83] สถานะของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติในหนานจิงอยู่สภาพที่ไม่มั่นคง โดยในพิธีประกาศให้หนานจิงเป็นเมืองหลวงของจีน ขุนศึกจาง จงชาง ใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มเขตริมน้ำของเมืองจากฝั่งตรงข้ามแม่น้ำแยงซี[84]
เมื่อพื้นที่หนานจิงและเซี่ยงไฮ้เผชิญภัยคุกคามจากกองทัพสันติภาพแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง กองทัพปฏิวัติแห่งชาติและกองกำลังพันธมิตรจึงเปิดฉากการรุกในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1927 เฝิง ยฺวี่เสียง และกองทัพกั๋วหมินจฺวินเคลื่อนทัพออกจากฐานที่มั่นในมณฑลฉ่านซี มุ่งสู่เมืองลั่วหยางในมณฑลเหอหนาน[85] เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม กองทัพที่ 1 และ 6 ของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติได้ข้ามแม่น้ำแยงซีเข้าสู่มณฑลอานฮุย และเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม หลี่ จงเหริน ซึ่งตั้งมั่นอยู่ทางตะวันกของมณฑลอานฮุย ได้นำกองทัพที่ 7 เข้าสู่เมืองเหอเฝย์[86] พร้อมกันนั้น รัฐบาลอู่ฮั่นก็เปิดฉากโจมตีมณฑลเหอหนาน โดยแต่งตั้งถัง เชิงจื้อ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพฝ่ายอู่ฮั่น และได้รับแรงสนับสนุนจากกองกำลังที่เหลือของอู๋ เพ่ย์ฝู ถังสามารถผลักดันกองทัพของ "จอมพลหนุ่ม" จาง เสฺวเหลียง บุตรชายและทายาททางการเมืองของจาง จั้วหลิน ถอยร่นไปยังแม่น้ำที่เมืองหย่านเฉิง[87]

ในวันที่ 20 พฤษภาคม หลี่เข้ายึดเมืองเปิ้งปู้ ในขณะที่เจียงเปิดฉากการโจมตีสี่ทิศทางผ่านมณฑลเจียงซู โดยมุ่งเป้าไปยังฐานอำนาจของขุนศึกในมณฑลชานตง[86][88] เหอ ยิ่งชิน นำกองทัพที่ 1 ข้ามแม่น้ำแยงซีที่เมืองเจิ้นเจียง และเคลื่อนกำลังเข้ายึดเมืองไห่โจว[89] เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม หลี่เข้ายึดเมืองสู้โจว และกั๋วหมินจฺวินสามารถพิชิตเมืองลั่วหยางได้ ทำให้จาง จงชาง ต้องถอนทัพไปยังมณฑลชานตง และจาง เสฺวเหลียง ต้องถอยร่นไปทางตอนเหนือของแม่น้ำหวง[90] หลังจากจาง เสฺวเหลียงถอนทัพ เฝิง ยฺวี่เสียง เคลื่อนกำลังพลจากลั่วหยางไปยังเจิ้งโจว[91] จนท้ายที่สุดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน กองทัพปฏิวัติแห่งชาติสามารถยึดเมืองสฺวีโจว อันเป็นเมืองชุมทางรถไฟที่สำคัญได้สำเร็จ[89] ด้วยเหตุนี้ ทางรถไฟสายหลงไห่และสายปักกิ่ง–ฮั่นโข่วจึงตกอยู่ในการควบคุมของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติหรือกั๋วหมินจฺวิน และทำให้เฝิงสามารถติดต่อความช่วยเหลือจากรัฐบาลอู่ฮั่นและหนานจิงได้โดยตรง[91] เขาพบกับวาง จิงเว่ย์ และถัง เชิงจื้อ ที่เจิ้งโจว เมื่อวันที่ 10–11 มิถุนายน จากนั้นจึงเดินทางไปพบเจียง ไคเชก ที่สฺวีโจว ในวันที่ 19 มิถุนายน วันต่อมา เฝิงได้ประกาศว่าเขาจะเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลหนานจิงและกวาดล้างคอมมิวนิสต์ออกจากพื้นที่ที่เขาควบคุม ส่งผลให้แผนการรุกขึ้นเหนือของรัฐบาลอู่ฮั่นล้มเหลว ถังจึงนำกองกำลังของเขากลับสู่อู่ฮั่น[92][93][94] เจียงมีแผนที่จะรุกกำลังเข้าสู่มณฑลชานตง แต่การมาถึงของกองทัพคันโตของญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายนได้ขัดขวางการเคลื่อนทัพของเขา โดยญี่ปุ่นอ้างว่าปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องพลเมืองญี่ปุ่นที่เมืองชิงเต่า[95] ช่วงเวลาเดียวกัน อู๋ เพ่ย์ฝู ได้ถอนกำลังที่เหลือไปยังมณฑลเสฉวนและประกาศเกษียณตัวเอง[34] เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม นายพลเฉิน อี้เหยิน แห่งกองทัพสันติภาพแห่งชาติได้แปรพักตร์ไปอยู่กับกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ แต่ไม่สามารถโน้มน้าวทหาร 10,000 นายของเขาในชิงเต่าให้ทำเช่นเดียวกัน[9]
ที่เมืองอู่ฮั่น ถัง เชิงจื้อ ระดมกำลังทหารเพื่อเตรียมโจมตีรัฐบาลหนานจิง เมื่อรับรู้ถึงภัยคุกคามนี้ เจียง ไคเชก จึงเรียกกำลังพลจากพรมแดนชานตงกลับมาเพื่อสกัดกั้นการโจมตีของถัง ขณะเดียวกัน กองทัพสันติภาพแห่งชาติก็เปิดฉากโจมตีเจียงในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และสามารถยึดคืนพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เคยสูญเสียไป[96] โดยในวันที่ 24 กรกฎาคม กองทัพสันติภาพแห่งชาติสามารถยึดคืนเมืองซวีโจวได้สำเร็จ[97] ท่ามกลางความสูญเสียที่เพิ่มขึ้น ฝ่ายอู่ฮั่นและหนานจิงเริ่มเปิดการเจรจาประนีประนอม[94] รัฐบาลอู่ฮั่นดำเนินการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ภายในองค์กรและขับไล่ที่ปรึกษาจากโซเวียต ซึ่งช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถกลับมาปรองดองกันได้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวกลับนำไปสู่การก่อการกำเริบหนานชาง อันเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลอู่ฮั่นอ่อนแอลง[98] ในขณะเดียวกัน กองทัพสันติภาพแห่งชาติยังคงรุกตอบโต้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถยึดเมืองเปิ้งปู้ได้ในวันที่ 9 สิงหาคม ส่งผลให้เจียงต้องสั่งถอนกำลังไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซี ในการนี้ วาง จิงเว่ย์ เรียกร้องให้เจียงลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด ทำให้ในวันที่ 12 สิงหาคม เจียงตัดสินใจลาออก แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะยังไม่สามารถรวมสองฝ่ายให้เป็นเอกภาพได้ในทันที[99][100]
ปราศจากเจียง ไคเชก (สิงหาคม ค.ศ. 1927–มกราคม ค.ศ. 1928)
[แก้]
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายพยายามประนีประนอมความขัดแย้งทางการเมือง กองทัพของซุน ฉฺวันฟาง ยังคงระดมยิงปืนใหญ่มายังหนานจิงจากฝั่งตรงข้ามแม่น้ำแยงซีอย่างต่อเนื่อง เมื่อซุนรับรู้ว่ากองทัพปฏิวัติแห่งชาติยังคงตกอยู่ในความโกลาหล เขาจึงตัดสินใจบุกยึดเซี่ยงไฮ้คืน ซึ่งขัดต่อความต้องการของจาง จั้วหลิน ผู้นำกองทัพสันติภาพแห่งชาติ[101] เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม กองทัพสันติภาพแห่งชาติยกพลข้ามแม่น้ำแยงซีมาที่หลงถาน ใกล้เมืองหนานจิง และในช่วงเช้ามืดของวันที่ 26 สิงหาคม ทหารของซุนหลายพันนายได้ข้ามแม่น้ำและรวมพลกันที่สถานีรถไฟหลงถาน ซึ่งเป็นสถานีบนทางรถไฟสายเซี่ยงไฮ้–หนานจิง กองทัพที่ 7 ของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติที่นำโดยหลี่ จงเหริน สามารถตีโต้กองทัพสันติภาพแห่งชาติ และยึดเส้นทางรถไฟคืนได้ชั่วคราว แต่ในวันถัดมา ทหารของซุนอีกหลายพันนาย รวมถึงกองกำลังทหารรับจ้างรัสเซียขาว ได้ข้ามแม่น้ำและยึดสถานีหลงถานกลับคืน ทำให้การติดต่อระหว่างหนานจิงกับเซี่ยงไฮ้ถูกตัดขาด[102] กองทัพปฏิวัติแห่งชาติที่กำลังสูญเสียความได้เปรียบได้ส่งสารถึงทุกฝ่ายในขบวนการปฏิวัติ เรียกร้องให้รวมพลังต่อต้านกองทัพของซุน ด้วยเหตุนี้ เฝิง ยฺวี่เสียง และกั๋วหมินจฺวิน จึงเปิดฉากโจมตีมณฑลชานตงในวันที่ 28 สิงหาคม โดยมีจุดประสงค์กดดันตัวของซุน ในขณะที่รัฐบาลอู่ฮั่นส่งกองกำลังไปทางเหนือ เพื่อขนาบข้างกองทัพของซุน และเหอ ยิ่งชิน เคลื่อนกำลังประชิดเซี่ยงไฮ้ เมื่อกองทัพของซุนถูกปิดล้อมและไม่สามารถส่งกองกำลังข้ามแม่น้ำได้อีก กองทัพสันติภาพแห่งชาติจึงต้องละทิ้งสถานีรถไฟหลงถานในวันที่ 30 สิงหาคม ในความพยายามต่อต้านครั้งสุดท้าย ซุนได้ระดมทหารที่เหลืออยู่ 40,000 นาย เปิดฉากโต้กลับในวันที่ 31 สิงหาคม แต่กลับพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ทหารของเขาเสียชีวิตกว่า 10,000 นาย แม้ว่าซุนจะสามารถหลบหนีไปยังชานตงได้ แต่กองกำลังที่เหลืออยู่ของเขาต้องยอมจำนนต่อกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ[102][103]

หลังจากได้รับชัยชนะ การเจรจาประสานความสัมพันธ์เริ่มต้นขึ้นใหม่ในวันที่ 7 กันยายน และในวันที่ 15 กันยายน มีการยุบเลิกรัฐบาลอู่ฮั่น และจัดตั้งรัฐบาลร่วมใหม่ที่หนานจิง โดยมีผู้นำเป็นนายพลจากก๊กกว่างซี วาง จิงเว่ย์ ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับรัฐบาลใหม่ เช่นเดียวกับถัง เชิงจื้อ ซึ่งกลายเป็นขุนศึกอิสระที่ควบคุมมณฑลหูเป่ย์ หูหนาน เจียงซี และบางส่วนของมณฑลอานฮุย[104] ในทางกลับกัน หยาน ซีชาน ขุนศึกมณฑลชานซี ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นอิสระ ได้ผนวกมณฑลของตนเข้ากับรัฐบาลหนานจิง โดยเพิ่มทหาร 100,000 นาย ให้กับกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ และเพิ่มแรงกดดันต่อจาง จั้วหลิน[105][106] ในการต่อสู้ที่ตามมา ทั้งกองทัพชานซีและเฟิ่งเทียนต่างไม่สามารถเอาชนะกันได้ กองทัพของหยานสามารถต้านทานการล้อมที่จัวโจวได้สำเร็จ แต่ต้องปราชัยอย่างหนักที่เป่าติ้งในวันที่ 15 ตุลาคม[107] อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามจากกองทัพของถัง ทำให้การเคลื่อนทัพไปทางเหนือของกองทัพปฏิวัติแห่งชาติถูกขัดขวาง และในเดือนตุลาคม กองทัพจึงเคลื่อนไปปราบการกบฏของถัง ซึ่งถูกปราบในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน และหลบหนีไปลี้ภัยในญี่ปุ่นไม่นานหลังจากนั้น[108] เมื่อจัดการกับถังได้แล้ว การกรีธาทัพขึ้นเหนือเหนือก็กลับมาเดินหน้า โดยไปถึงเปิ้งปู้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ต่อจากนั้นกองทัพปฏิวัติแห่งชาติและกั๋วหมินจฺวินของเฝิง ยฺวี่เสียง ได้เคลื่อนทัพไปยังสฺวีโจว ต่อมาในวันที่ 12 ธันวาคม กองทัพสันติภาพแห่งชาติพยายามโต้กลับโดยใช้รถไฟหุ้มเกราะ แต่ก็ต้องถอยทัพกลับเพราะการกดดันจากกองทัพปฏิวัติแห่งชาติและกั๋วหมินจฺวินที่รวมตัวกัน และเมื่อยึดสฺวีโจวได้ในวันที่ 16 ธันวาคม กองทัพสันติภาพแห่งชาติจึงถอยกลับไปยังมณฑลชานตง[109][110]
ขณะเดียวกัน ได้เกิดการลุกฮือของคอมมิวนิสต์ขึ้นที่กว่างโจวเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม[107][111] การก่อกบฏที่รุนแรงนี้ถูกปราบปรามอย่างรวดเร็ว และในวันที่ 13 ธันวาคม เจียง ไคเชก ได้เรียกร้องให้ยุติความสัมพันธ์ที่เหลืออยู่ทั้งหมดกับสหภาพโซเวียต รัฐบาลหนานจิงเห็นพ้องต้องกัน และยังแสดงความเคลือบแคลงต่อความภักดีของวาง จิงเว่ย์ ซึ่งพำนักอยู่ที่กว่างโจวหลังจากรัฐบาลอู่ฮั่นสิ้นสุดลง วางจึงลี้ภัยไปฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม เปิดทางให้เจียงกลับมาเป็นผู้บัญชาการสูงสุด[111] ด้วยชัยชนะทางทหารของกองทัพหวงผู่ของเจียง ฝ่ายต่าง ๆ ในก๊กมินตั๋งจึงตกลงยอมรับความชอบธรรมในการนำของเขา ส่งผลให้เจียงได้รับเชิญให้กลับมาควบคุมกองทัพปฏิวัติแห่งชาติอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1928[112][113]
การจัดกลุ่มใหม่และอุบัติการณ์จี่หนาน (มกราคม–พฤษภาคม ค.ศ. 1928)
[แก้]ด้วยฤดูหนาวอันหนาวเหน็บในภาคเหนือของจีนที่เป็นอุปสรรคต่อการรุกคืบเพิ่มเติม เจียงจึงใช้เวลาหลายเดือนหลังจากเข้ารับตำแหน่งเพื่อรวบรวมอำนาจของตนและฟื้นฟูความเป็นปึกแผ่นของรัฐบาลหนานจิง[114] เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ เจียงได้รับตำแหน่งเป็น "ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองกำลังกรีธาทัพขึ้นเหนือ" ขณะที่เหอ ยิ่งชิน ได้รับแต่งตั้งเป็นเสนาธิการประจำกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ กองทัพปฏิวัติแห่งชาติได้รับการปรับโครงสร้างใหม่เป็น 4 กองทัพร่วม โดยกองทัพร่วมที่หนึ่ง ประกอบด้วยกำลังพลส่วนใหญ่จากกองทัพปฏิวัติแห่งชาติดั้งเดิมซึ่งมาจากกว่างโจว และประจำอยู่ในพื้นที่หนานจิง–เซี่ยงไฮ้, กองทัพร่วมที่สอง ประกอบด้วยกั๋วหมินจฺวินของเฝิง, กองทัพร่วมที่สามคือกองทัพชานซีของหยาน, และกองทัพร่วมที่สี่เป็นกองทัพก๊กกว่างซีของหลี่ จงเหริน[115] ณ จุดนี้ กองทัพปฏิวัติแห่งชาติมีทหารรวมประมาณหนึ่งล้านนาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารจากกองทัพของอดีตขุนศึก[116][117] ในขณะที่เจียงกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการรื้อฟื้นปฏิบัติการทางทหารในเดือนมีนาคม เขาสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศเจรจากับญี่ปุ่น เพื่อพยายามป้องกันการแทรกแซงของญี่ปุ่นในมณฑลชานตง[118]
ในวันที่ 1 เมษายน กองทัพร่วมที่สองของเฝิง (กั๋วหมินจฺวิน) และกองทัพร่วมที่สามของหยานเริ่มการต่อสู้กับกองทัพสันติภาพแห่งชาติบริเวณพรมแดนเหอหนาน–ชานตง และตามแนวทางรถไฟสายปักกิ่ง–สุยยฺเหวี่ยน ต่อมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน เจียง ไคเชก ประกาศการรื้อฟื้นปฏิบัติการทางทหารของการกรีธาทัพขึ้นเหนืออย่างเป็นทางการ หลังจากแนวป้องกันของกองทัพสันติภาพแห่งชาติอ่อนแอลงจากการโจมตีของเฝิงและหยาน กองทัพร่วมที่หนึ่งเคลื่อนพลมุ่งสู่มณฑลชานตงผ่านทางรถไฟสายเทียนจิน–ผู่โข่ว และเข้ายึดเมืองเติ๋งโจวในวันที่ 16 เมษายน[114] ในขณะที่ กองทัพของเฝิงรุดหน้าสู่มณฑลชานตงจากด้านตะวันตก และเข้ายึดเจียเสียงได้ในวันที่ 15 ซุน ฉฺวันฟาง ตัดสินใจเปิดฉากโจมตีกลับแบบสองแนวรบต่อกองทัพร่วมที่หนึ่งและที่สอง โดยได้ผลักดันกองทัพร่วมที่หนึ่งให้ถอยร่นไปจนถึงทางรถไฟสายหล่งไห่ แต่ล้มเหลวในการโจมตีกองทัพที่สอง และในวันที่ 21 กองทัพปฏิวัติแห่งชาติที่รวมกำลังกันสามารถบีบให้ซุนต้องล่าถอยจากจี่หนิงไปยังจี่หนาน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลชานตง[119][120][121] ตามบันทึกของแหล่งข่าวอเมริกันเกี่ยวกับการล่าถอยของซุน ทหารส่วนใหญ่ในกองทัพเดินเท้าจนพื้นรองเท้าขาด และเมื่อรวมกับปัญหาขาดแคลนอาหารและที่พักพิง ทำให้กองทัพอันใหญ่โตของเขาหมดกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป[122] ขณะเดียวกัน เมื่อกองทัพญี่ปุ่นได้รับทราบถึงข่าวความพ่ายแพ้ของซุน พวกเขาจึงเริ่มเคลื่อนย้ายกองกำลังจากกองทัพคันโตโดยใช้รถไฟจากเมืองชิงเต่ามุ่งหน้าไปยังจี่หนาน[123]
ขณะที่กองทัพร่วมที่สองเคลื่อนทัพไปทางตะวันออกเฉียงเหนือมุ่งหน้าสู่เมืองจี่หนานตามแนวฝั่งใต้ของแม่น้ำฮวง กองทัพร่วมที่หนึ่งได้เปลี่ยนเส้นทางจากทางรถไฟสายเทียนจิน–ผู่โข่วที่เมืองไท่อาน และข้ามเขาไท่เพื่อโจมตีจี่หนานจากทางตะวันตกผ่านทางรถไฟสายชิงเต่า–จี่หนาน ยุทธวิธีนี้ประสบความสำเร็จ และในวันที่ 29 เมษายน กองทัพปฏิวัติแห่งชาติสามารถโอบล้อมจี่หนานเกือบสมบูรณ์ กองทัพสันติภาพแห่งชาติที่กำลังอ่อนแรงได้ล่าถอยไปยังฝั่งเหนือของแม่น้ำฮวง ท่ามกลางการปล้นสะดมและความก่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมือง ณ เวลานั้น กองทัพญี่ปุ่นมีกำลังพลประมาณ 3,000 นาย ประจำการอยู่ในจี่หนาน เพื่อปกป้องพลเรือนชาวญี่ปุ่นประมาณ 2,000 คน ที่อาศัยอยู่ในเมืองดังกล่าว[124] กองทัพปฏิวัติแห่งชาติสามารถบุกเข้าจี่หนานได้สำเร็จในวันถัดมา[122] เจียง ไคเชก เดินทางมาถึงเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม และพยายามเจรจากับฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อให้ถอนกำลังออกจากจี่หนาน พร้อมเสนอหลักประกันความปลอดภัยให้กับพลเรือนชาวญี่ปุ่น แก่ฮิโกซูเกะ ฟูกูดะ ผู้บัญชาการกองทัพคันโตประจำพื้นที่ ฟูกูดะตอบตกลง และกองทัพญี่ปุ่นเตรียมถอนกำลังในคืนนั้น[125] แต่ในช่วงเช้าตรู่ของวันถัดมา ได้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างกองทัพจีนและญี่ปุ่น นำไปสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่า "อุบัติการณ์จี่หนาน" ซึ่งในตอนแรกเป็นเพียงการปะทะย่อม ๆ แต่ต่อมาได้ลุกลามกลายเป็นการโจมตีอย่างเต็มรูปแบบของกองทัพญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม[125] ระหว่างเหตุการณ์นี้ ฝ่ายญี่ปุ่นได้สังหารไช่ กงฉือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการต่างประเทศของก๊กมินตั๋ง พร้อมด้วยนักการทูตอีกหลายคน และพลเรือนชาวจีนประมาณ 5,000 คน[126][127] ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1928 มีชายชาวจีนคนหนึ่งก่อเหตุยิงชาวญี่ปุ่น 11 คน[128] หรือบางแหล่งว่า 7 คน เสียชีวิตในเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อล้างแค้นให้กับอุบัติการณ์จี่หนาน ก่อนที่เขาจะปลิดชีพตัวเองในเวลาต่อมา[129]
การรุกครั้งสุดท้ายและการยึดกรุงปักกิ่ง (พฤษภาคม–ธันวาคม ค.ศ. 1928)
[แก้]
เมื่อตัดสินใจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกองทัพญี่ปุ่นเพิ่มเติม กองทัพที่หนึ่งแห่งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติจึงเคลื่อนพลต่อไปทางเหนือ โดยหลีกเลี่ยงเมืองจี่หนานและเข้ายึดเมืองเต๋อโจวเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ขณะที่กองทัพที่สองเคลื่อนพลขึ้นเหนือไปตามทางรถไฟสายปักกิ่ง–ฮั่นโข่ว ในขณะเดียวกัน กองทัพที่สามภายใต้การนำของหยาน ซีชาน เคลื่อนกำลังจากฐานที่มั่นในมณฑลชานซีไปยังกรุงปักกิ่ง[105][130] กองทัพที่สองและที่สามได้มาพบกันที่เมืองเป่าติ้งบนที่ราบภาคเหนือของจีน โดยที่กองทัพที่สองได้ล้อมโจมตีเมืองดังกล่าว ส่วนกองทัพที่สามเคลื่อนพลขึ้นเหนือไปยังเมืองจางเจียโข่ว ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสู่กรุงปักกิ่ง[131] อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 17 พฤษภาคม กองกำลังของจาง จั้วหลิน ซึ่งมีจำนวน 200,000 นาย ได้เปิดฉากโต้กลับ ส่งผลให้กองทัพที่หนึ่งต้องล่าถอย และกองทัพที่สองถูกผลักดันให้ถอยลงไปทางใต้จากเมืองเป่าติ้งเป็นระยะทาง 48 กิโลเมตร[132] เมื่อการสู้รบเริ่มขยายเข้าใกล้กรุงปักกิ่ง รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกแถลงการณ์เตือนไปยังทั้งกองทัพปฏิวัติแห่งชาติและจาง จั้วหลิน ว่าหากเกิดการสู้รบในแมนจูเรีย ญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซง ด้านจางซึ่งไม่พอใจกับการโฆษณาชวนเชื่อของก๊กมินตั๋งที่กล่าวหาเขาว่ามีส่วนร่วมในการสังหารหมู่ที่จี่หนาน จึงตอบโต้ว่าเขาจะ "ไม่ยอมรับผลประโยชน์ใด ๆ ของญี่ปุ่นในแมนจูเรีย" ซึ่งเป็นการทำให้สถานะของเขายิ่งสั่นคลอน[133]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ 1.0 1.1 Jowett 2017, p. 8.
- ↑ Fenby 2004, pp. 117, 119–123.
- ↑ Kotkin 2014, pp. 626–629.
- ↑ Gao 2009, p. 115.
- ↑ Jacobs 1981, p. 211.
- ↑ Wilbur 1983, p. 14.
- ↑ Jowett 2017, pp. 2, 7.
- ↑ Jowett 2017, p. 7.
- ↑ 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 Jowett 2014, p. 26.
- ↑ 10.0 10.1 Jowett 2017, p. 2.
- ↑ Jowett 2014, p. 35.
- ↑ Rummel, R. J. (2017). "Genocide and Mass Murder Since 1900". China's Bloody Century. p. 74.
- ↑ Taylor 2009, p. 68.
- ↑ Taylor 2009, p. 72.
- ↑ Boorman, Cheng & Krompart 1967, p. 53.
- ↑ Taylor 2009, p. 83.
- ↑ Taylor 2009, pp. 30–37.
- ↑ Wilbur 1983, p. 11.
- ↑ 19.0 19.1 Kwong 2017, pp. 149–160.
- ↑ Taylor 2009, p. 41.
- ↑ Wilbur 1983, p. 22.
- ↑ Jordan 1976, pp. 11, 29.
- ↑ Jordan 1976, pp. 39–40.
- ↑ Wilbur 1983, p. 47.
- ↑ Jordan 1976, pp. 42–49.
- ↑ Kotkin 2014, pp. 627–629.
- ↑ Wilbur 1983, p. 51.
- ↑ 28.0 28.1 28.2 Wilbur 1983, p. 56.
- ↑ 29.0 29.1 29.2 29.3 Hsi-Sheng 1976, p. 225.
- ↑ Fischer 1930, pp. 661–662.
- ↑ Jordan 1976, p. 75.
- ↑ Jordan 1976, pp. 76–78.
- ↑ Jowett 2014, p. 36.
- ↑ 34.0 34.1 34.2 Jowett 2014, p. 31.
- ↑ Jordan 1976, p. 68.
- ↑ Chang 1953, p. 524, vol. 2.
- ↑ Jordan 1976, p. 78.
- ↑ Jordan 1976, pp. 79–80.
- ↑ 39.0 39.1 Wilbur 1983, pp. 57–59.
- ↑ Jordan 1976, p. 81.
- ↑ 41.0 41.1 Jowett 2014, p. 25.
- ↑ Jordan 1976, p. 82.
- ↑ Jordan 1976, p. 83.
- ↑ Hsi-Sheng 1976, p. 100.
- ↑ Jordan 1976, p. 84.
- ↑ 46.0 46.1 Jordan 1976, p. 85.
- ↑ Wilbur & How 1989, pp. 331–332.
- ↑ 48.0 48.1 48.2 Jordan 1976, pp. 89–91.
- ↑ Smith 2000, p. 149.
- ↑ Jordan 1976, pp. 94–96.
- ↑ Worthing 2016, p. 65.
- ↑ Jordan 1976, p. 92.
- ↑ Jordan 1976, p. 95.
- ↑ Jordan 1976, pp. 91–92.
- ↑ 55.0 55.1 Jordan 1976, p. 96.
- ↑ Jordan 1976, pp. 96–97.
- ↑ Jordan 1976, pp. 100–101.
- ↑ 58.0 58.1 Wilbur 1983, p. 62.
- ↑ Jordan 1976, p. 102.
- ↑ 60.0 60.1 Jordan 1976, pp. 103–104.
- ↑ Worthing 2016, p. 70.
- ↑ 62.0 62.1 Taylor 2009, p. 65.
- ↑ 63.0 63.1 63.2 63.3 Kwong 2017, pp. 164–166.
- ↑ 64.0 64.1 64.2 64.3 64.4 64.5 Worthing 2016, p. 75.
- ↑ Jordan 1976, pp. 113–114.
- ↑ Smith 2000, pp. 181–183.
- ↑ Jordan 1976, pp. 115–116.
- ↑ 68.0 68.1 Jordan 1976, p. 116.
- ↑ Wilbur 1983, p. 617.
- ↑ 70.0 70.1 Jordan 1976, p. 117.
- ↑ 71.0 71.1 Tolley 2000, pp. 150–160.
- ↑ 72.0 72.1 Jordan 1976, pp. 118–120.
- ↑ Chiang 1978, p. 69.
- ↑ Jordan 1976, p. 120.
- ↑ Jordan 1976, p. 125.
- ↑ Jacobs 1981, pp. 146–147.
- ↑ 77.0 77.1 Jacobs 1981, pp. 245–246.
- ↑ Worthing 2016, p. 84.
- ↑ Wilbur 1983, p. 110.
- ↑ "Chiang Ching-kuo | Taiwanese President | Britannica". www.britannica.com (ภาษาอังกฤษ). 2024-01-09. สืบค้นเมื่อ 2024-01-31.
- ↑ Ebrey, Patricia Buckley (2023). The Cambridge Illustrated History of China. Cambridge University Press. pp. 295–296.
- ↑ Karl, Rebecca E. (2010). Mao Zedong and China in the twentieth-century world : a concise history. Durham [NC]: [[Duke University Press00. p. 33. ISBN 978-0-8223-4780-4. OCLC 503828045.
- ↑ Wilbur 1983, p. 113.
- ↑ Jordan 1976, p. 127.
- ↑ Jordan 1976, p. 131.
- ↑ 86.0 86.1 Jordan 1976, p. 129.
- ↑ Jordan 1976, p. 130.
- ↑ Worthing 2016, pp. 89–90.
- ↑ 89.0 89.1 Worthing 2016, p. 90.
- ↑ Jordan 1976, pp. 129–131.
- ↑ 91.0 91.1 Jordan 1976, p. 132.
- ↑ Jordan 1976, p. 272.
- ↑ Worthing 2016, pp. 90–91.
- ↑ 94.0 94.1 Jordan 1976, p. 135.
- ↑ Jordan 1976, p. 133.
- ↑ Jordan 1976, p. 136.
- ↑ Worthing 2016, p. 92.
- ↑ Worthing 2016, pp. 91–92.
- ↑ Worthing 2016, pp. 92–93.
- ↑ Jordan 1976, p. 137.
- ↑ Jordan 1976, p. 138.
- ↑ 102.0 102.1 Jordan 1976, pp. 138–141.
- ↑ Worthing 2016, p. 104.
- ↑ Jordan 1976, pp. 143–144.
- ↑ 105.0 105.1 Taylor 2009, p. 71.
- ↑ Jordan 1976, pp. 273–274.
- ↑ 107.0 107.1 Jowett 2014, p. 27.
- ↑ Jordan 1976, p. 145.
- ↑ Jordan 1976, pp. 145–146.
- ↑ Kwong 2017, pp. 193–194.
- ↑ 111.0 111.1 Jordan 1976, pp. 148–149.
- ↑ Worthing 2016, p. 105.
- ↑ Jordan 1976, p. 150.
- ↑ 114.0 114.1 Jordan 1976, pp. 151–152.
- ↑ Jordan 1976, pp. 153–154.
- ↑ Jowett 2014, p. 28.
- ↑ Jowett 2013, p. 161.
- ↑ Jordan 1976, pp. 154–155.
- ↑ Jordan 1976, pp. 155–156.
- ↑ Wilbur 1983, p. 176.
- ↑ Kwong 2017, pp. 195–200.
- ↑ 122.0 122.1 Kwong 2017, p. 200.
- ↑ Jordan 1976, p. 156.
- ↑ Jordan 1976, p. 158.
- ↑ 125.0 125.1 Wilbur 1983, pp. 178–180.
- ↑ Taylor 2009, p. 82.
- ↑ Wang 2014, p. 80.
- ↑ "Chinese Amok in Kobe". The Straits Times. 25 May 1928. p. 8.
- ↑ "Untitled". Malaya Tribune. 1 June 1928. p. 7.
- ↑ Jordan 1976, p. 162.
- ↑ Jordan 1976, p. 163.
- ↑ Jordan 1976, p. 164.
- ↑ Jordan 1976, pp. 165–166.
บรรณานุกรม
[แก้]- Boorman, Howard L.; Cheng, Joseph K. H.; Krompart, Janet (1967). Biographical Dictionary of Republican China (ภาษาอังกฤษ). New York: Columbia University Press. ISBN 9780231089579.
- Brandt, Conrad (1958). Stalin's Failure in China: 1924-1927 (ภาษาอังกฤษ). Cambridge, Massachusetts: Harvard University Press. OCLC 222139243.
- Chang, Ch’i-yün (1953). Tang-shih kai-yao [Outline of the party's history] (ภาษาจีน). Taipei: Central Committee on Culture Supply Association.
- Chiang, Kai-shek (Madame) (1978). Conversations with Mikhail Borodin (ภาษาอังกฤษ). London: Free Chinese Centre.
- Fenby, Jonathan (2004). Generalissimo: Chiang Kai-shek and the China He Lost. London: Simon & Schuster. ISBN 0743231449.
- Fischer, Louis (1930). The Soviets in World Affairs: A History of Relations Between the Soviet Union and the Rest of the World (ภาษาอังกฤษ). Vol. 2. London: J. Cape. OCLC 59836788.
- Gao, James Z. (2009). Historical Dictionary of Modern China (1800-1949) (ภาษาอังกฤษ). Lanham, Maryland: Scarecrow Press. ISBN 9780810863088.
- Hsi-Sheng, Ch'I (1976). Warlord Politics in China: 1916 - 1928 (ภาษาอังกฤษ). Stanford, California: Stanford University Press. ISBN 9780804766197.
- Jacobs, Dan N. (1981). Borodin: Stalin's Man in China (ภาษาอังกฤษ). Cambridge, Massachusetts: Harvard University Press. ISBN 0-674-07910-8.
- Jordan, Donald A. (1976). The Northern Expedition: China's National Revolution of 1926-1928 (ภาษาอังกฤษ). Honolulu: University Press of Hawaii. ISBN 9780824803520.
- Jowett, Philip S. (2013). China's Wars. Rousing the Dragon 1894–1949. Oxford: Osprey Publishing. ISBN 9781782004073.
- Jowett, Philip S. (2014). The Armies of Warlord China 1911–1928. Atglen, Pennsylvania: Schiffer Publishing. ISBN 9780764343452.
- Jowett, Philip S. (2017). The Bitter Peace. Conflict in China 1928–37. Stroud: Amberley Publishing. ISBN 9781445651927.
- Kwong, Chi Man (2017). War and Geopolitics in Interwar Manchuria. Zhang Zuolin and the Fengtian Clique during the Northern Expedition. Leiden: Brill Publishers. ISBN 9789004339125.
- Kotkin, Stephen (2014). Stalin: Paradoxes of Power, 1878–1928. London: Allen Lane. ISBN 978071399944-0.
- Malmassari, Paul (2016) [1st pub. 1989]. Armoured Trains. แปลโดย Roger Branfill-Cook. Barnsley: Seaforth Publishing (Pen and Sword Books). ISBN 9781848322622.
- Mitter, Rana (2000). The Manchurian Myth: Nationalism, Resistance, and Collaboration in Modern China. Berkeley; Los Angeles: University of California. ISBN 9780520923881.
- Smith, Stephen Anthony (2000). A Road Is Made: Communism in Shanghai, 1920-1927. Honolulu: University of Hawaii Press. ISBN 9780824823146.
- Taylor, Jay (2009). The Generalissimo. Cambridge, MA: Harvard University Press. ISBN 9780674033382.
- Tolley, Kemp (2000). Yangtze Patrol: The U.S. Navy in China. Annapolis, Maryland: Naval Institute Press. ISBN 1-55750-883-6.
- Wang, Zheng (2014). Never Forget National Humiliation: Historical Memory in Chinese Politics and Foreign Relations. New York, NY: Columbia University Press. ISBN 9780231148917.
- Wilbur, C. Martin (1983). The Nationalist Revolution in China, 1923-1928. Cambridge, England: Cambridge University Press. ISBN 9780521318648.
- Wilbur, Clarence Martin; How, Julie Lien-ying (1989). Missionaries of Revolution: Soviet Advisers and Nationalist China, 1920-1927 (ภาษาอังกฤษ). Cambridge, Massachusetts: Harvard University Press. ISBN 9780674576520.
- Worthing, Peter (2016). General He Yingqin: The Rise and Fall of Nationalist China. Cambridge, England: Cambridge University Press. ISBN 9781107144637.
หนังสืออ่านเพิ่ม
[แก้]- Eastman, Lloyd E. (1986). The Nationalist Era in China, 1927–1949. Cambridge, England: Cambridge University Press. ISBN 9780521385916.
- Koga, Yukiko (2016). Inheritance of Loss: China, Japan, and the Political Economy of Redemption After Empire. Chicago, IL: University of Chicago Press. ISBN 9780226412139.
- Lary, Diana (2015). China's Civil War. Cambridge, England: Cambridge University Press. ISBN 9781107054677.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ การกรีธาทัพขึ้นเหนือ