สันทะกะฑะปะหะณะ


สันทะกะฑะปะหะณะ (สิงหล: සඳකඩපහණ; อักษรโรมัน: San̆dakaḍa Pahaṇa) หรือ หินดวงจันทร์ (อังกฤษ: Moonstone) เป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมในสถาปัตยกรรมศรีลังกา[1][2][3] มีลักษณะเป็นแผ่นหินรูปครึ่งวงกลมที่แกะสลักอย่างวิจิตร มักตั้งอยู่ที่พื้นเชิงบันไดหรือตามทางเข้าออก เริ่มแรกปรากฏในสมัยอนุราธปุระ และพัฒนาเรื่อยมาใน สมัยโปโลนนุะรุวะ, คัมโพละ และ กัณฑยัน นักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นการสร้างภาพแทนแนวคิดสังสารวัฏในศาสนาพุทธ
ในพงศาวดารมหาวงศ์ และสมันตปสทิกา เรียกหินสันทะกะฑะปะหะณะว่า patika[4]
ประวัติศาสตร์
[แก้]สมัยอนุราธปุระ
[แก้]สันทะกะฑะปะหะณะแรกเริ่มสร้างกันในยุคปลายของอาณาจักรอนุราธปุระโดยในสมัยนั้นจะตั้งไว้ที่ทางเข้าของวัดเท่านั้น[5] ในสมัยเดียวกันนี้ยังพบรูปแบบที่ทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมทั้งผืนผ้าและจัตุรัส ดังเช่นที่พบที่มิริศเวติยวิหารยะ เป็นที่เข้าใจกันว่ารูปแบบสี่เหลี่ยมนั้นมีมาก่อน ก่อนที่จะมีพัฒนาการมาเป็นรูปแบบครึ่งวงกลมที่พบได้ทั่วไปในยุคถัด ๆ มา
ลักษณะภาพบนสันทะกะฑะปะหะณะจากสมัยอนุราธปุระมีลักษณะเหมือน ๆ กันในทุกแห่งที่พบ กล่าวคือเป็นครึ่งดอกบัวอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยแถบต่าง ๆ แถบแรกเป็นรูปฝูงหงส์ แถบต่อมาเป็นลายเถาวัลย์และดอกไม้ เรียกว่า liyavel ซึ่งเป็นภาพแทนตัณหา แถบที่สามแสดงสัตว์สี่ชนิดคือช้าง สิงห์ ม้า และกระทิง เดินตามกันตามลำดับ เป็นภาพแทนอริยสัจสี่ (จตุรรยะสัตยะ) , หรืออาจแทนถึงสี่ระยะของช่วงชีวิต คือเกิด แก่ เจ็บ ตาย ส่วนแถบวงนอกสุดเป็นรูปเปลวเพลิง[5] ซึ่งมักตีความว่าคือความเจ็บปวดในวัฏสงสารที่มนุษย์ต้องเผชิญ นักประวัติศาสตร์ เสนารถ ปรนวิตนะ ตีความภาพต่าง ๆ ที่นิยมแกะสลักไว้ ซึ่งเป็นรูปแบบการตีความที่นิยมมากที่สุด เขาระบุว่าหินทั้งวงเป็นภาพแทนสังสารวัฏ ดอกบัวด้านในสุดแทนนิพพานคือการหลุดพ้น เถาวัลย์และดอกไม้แทนตัณหา[6] ช้าง กระทิง สิงห์ และม้า แทนการเกิด แก่ เจ็บ และตายตามลำดับ ส่วนหงส์เป็นภาพแทนการแยกระหว่างความดีกับความชั่วร้าย ตามตำนานที่ว่าหงส์สามารถแยกนมกับน้ำที่ผสมกันได้[2]
สมัยโปโลนนะรุวะ
[แก้]ในสมัยอาณาจักรโปโลนนุรุวะ การออกแบบสร้างสันทะกะฑะปะหะณะมีความแตกต่างไปอย่างมากจากสมัยอนุราธปุระ เช่น มีการนำรูปกระทิงออก ปรับแยกรูปสิงห์และม้าออกเป็นคนละวงกัน เป็นต้น[7] การนำเอากระทิงออกจากการออกแบบมีที่มาจากความเชื่อฮินดูที่ถือว่ากระทิงหรือวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในสมัยนั้นอิทธิพลจากฮินดูมีสูงมากในศรีลังกา รวมถึงเริ่มนำมาสร้างตามทางเข้าของสิ่งปลูกสร้างอื่นนอกจากวัด[5]
สมัยคัมโปละและกัณฑิ
[แก้]ในสมัยคัมโปละและ กัณฑิ มีการออกแบบเปลี่ยนไปอย่างมาก รูปแบบครึ่งวงกลมแปรสภาพมาเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยม วงกลมล้องรอบถูกเอาออกไป และมีการแกะสบักรูปดอกบัวที่ตรงกลางแผ่นหิน ล้อมรอบด้วยลวดลายพรรณพฤกษา liyavel[8] ถือว่าปรากฏความเป็นช่างศิลป์น้อยลงมาจากสองสมัยก่อนหน้า
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Cave, Henry William (1908). "The northern provinces - Henry Cave - Google Books". สืบค้นเมื่อ 2 May 2012.
- ↑ 2.0 2.1 Gaveshaka (2004-05-02). "Tradition continues: Moonstones in Polonnaruwa". Sunday Times. สืบค้นเมื่อ 2009-08-09.
- ↑ Bandaranayake, S. D. (1974). Sinhalese Monastic Architecture: The Viharas of Anuradhapura - Senake Bandaranayake - Google Books. ISBN 9004039929. สืบค้นเมื่อ 2 May 2012.
- ↑ "Buddhist Art". The Associated Newspapers of Ceylon. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-05-04. สืบค้นเมื่อ 2009-08-09.
- ↑ 5.0 5.1 5.2 Siriweera (2004), p. 288
- ↑ Diganwela (1998), p. 12
- ↑ Siriweera (2004), p. 289
- ↑ Diganwela (1998), p. 11
บรรณานุกรม
[แก้]- Siriweera, W. I. (2004). History of Sri Lanka. Dayawansa Jayakodi & Company. ISBN 955-551-257-4.
- Wijesooriya, S. (2006). A Concise Sinhala Mahavamsa. Participatory Development Forum. ISBN 955-9140-31-0.
- Prematilleke, P. L.; Karunaratne, L. K. (2004). Polonnaruwa - The Silver Capital of Sri Lanka. ISBN 955-613-111-6.
- Sarachchandra, B. S. (1977). අපේ සංස්කෘතික උරුමය (Cultural Heritage) (ภาษาSinhala). Silva, V. P.
{{cite book}}
: CS1 maint: unrecognized language (ลิงก์) - Diganwela, T. (1998). කලා ඉතිහාසය (History of Art) (ภาษาSinhala). Wasana Publishers.
{{cite book}}
: CS1 maint: unrecognized language (ลิงก์) - Bandaranayake, Senake (1974). Sinhalese monastic architecture : the viháras of Anurádhapura. Leiden: Brill. ISBN 90-04-03992-9.
- von Schroeder, Ulrich. (1990). Buddhist Sculptures of Sri Lanka. (Hong Kong: Visual Dharma Publications, Ltd.) ISBN 962-7049-05-0 / ISBN 978-962-7049-05-0